The Beatles (1964) by Robert Whitaker

Robert Whitaker (1939 – 20 September 2011) was a renowned British photographer, best known internationally for his many photographs of The Beatles, taken between 1964 and 1966, and for his photographs of the rock group Cream, which were used in the Martin Sharp-designed collage on the cover of their 1967 LP Disraeli Gears.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันที่ : 09/09/56
Advertisements

พอลตายแล้ว

“พอลตายแล้ว” (อังกฤษ: Paul is dead) เป็นเรื่องเล่าที่กล่าวหาว่า พอล แม็กคาร์ตนีย์ สมาชิกวงร็อกอังกฤษ เดอะบีตเทิลส์ ได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1966 และวงได้เปลี่ยนสมาชิกโดยผู้ที่หน้าตาละม้ายคล้ายเขาแทน โดยในเดือนกันยายน ค.ศ. 1969 นักศึกษาอเมริกาได้ตีพิมพ์บทความที่อ้างถึงร่องรอยว่าแม็กคาร์ตนีย์เสียชีวิตแล้ว สามารถพบได้จากเนื้อเพลงและภาพบนแผ่นเสียงของเดอะบีตเทิลส์ ซึ่งการล่าหาหลักฐานนี้ได้แพร่กระจายและภายในไม่กี่สัปดาห์ก็ได้เป็นปรากฏการณ์ในระดับนานาชาติ แต่ต่อมาแม็กคาร์ตนีย์ได้ออกมาสัมภาษณ์และปฏิเสธข่าวลือ ตีพิมพ์ในนิตยสารไลฟ์ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1969[2] ในวัฒนธรรมสมัยนิยมยังคงมีการอ้างถึงเรื่องเล่านี้ในบางครั้ง

จุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้นของข่าวลือมีที่มาไม่ชัดเจน ขณะที่สาธารณชนได้กังวลเกี่ยวกับสุขภาพของแม็กคาร์ตนีย์หลัง ค.ศ. 1967[2] หลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก็เป็นไปได้ว่าข่าวลือในปี ค.ศ. 1969 นี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง[3]เหมือนกับจากข่าวลือในลักษณะเดียวกับบ็อบ ดีแลนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์.[1] ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1969 วงเดอะบีตเทิลส์กำลังอยู่ในช่วงกำลังแตกวง งานของแม็กคาร์ตนีย์กับสาธารณชนที่น้อยและเขาอยู่ในระหว่างการถอนตัวเพื่อทำผลงานอัลบั้มเดี่ยวที่กำลังจะมีขึ้น

วันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1969 บทความหัวข้อ “พอล แม็กคาร์ตนีย์ จากเดอะบีตเทิลส์ ตายแล้วหรือ” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นักเรียน ของมหาวิทยาลัยเดรก ในไอโอวา โดยบทความอธิบายถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดในมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการตายของพอล ในข่าวลือนั้นยังรวมถึงร่องรอยในอัลบั้มล่าสุดของเดอะบีตเทิลส์ เมื่อเล่นเพลง “Revolution 9” ในอัลบั้ม White Album กลับหลังจะมีข้อความว่า “turn me on, dead man” (หันมาที่ฉัน คนตายแล้ว)[6] ในรายงานข่าวทางวิทยุในวันที่ 11 ตุลาคม โดยเจ้าหน้าที่สื่อของบีตเทิลส์ เดเรก เทย์เลอร์ ได้โต้ตอบข่าวลือว่า “ล่าสุดเราได้คำถามอย่างมากมายเกี่ยวกับข่าวลือว่าพอลตายแล้ว เราได้ข่าวลือนี้มาหลายปี แน่นอนว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้รับข้อสงสัยจากที่สำนักงานและที่บ้าน ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ หรือแม้แต่ได้รับสายโทรศัพท์จากดีเจและที่อื่นในสหรัฐอเมริกา

แพร่สะพัด

ในวันที่ 12 ตุลาคม สายเข้าในสถานีวิทยุดีทรอยต์ คลื่น WKNR ได้เล่าให้ดีเจ รัส กิบ เกี่ยวกับข่าวลือและร่องรอย และผู้ที่โทรเข้ามาสายอื่นก็ได้อภิปรายเกี่ยวกับข่าวลือนี้ในชั่วโมงถัดมา หลังจากนั้น 2 วัน หนังสือพิมพ์ เดอะมิชิแกนเดลี ตีพิมพ์เกี่ยวกับการเปรียบเปรยของอัลบั้ม Abbey Road ของนักเรียนมหาวิทยาลัยมิชิแกน ชื่อ เฟรด ลาบัวร์ ในหัวข้อเรื่อง “แม็กคาร์ตนีย์ตายแล้ว หลักฐานสู่ความกระจ่าง”[8] โดยบรรยายถึงร่องรอยต่าง ๆ ถึงการตายของแม็กคาร์ตนีย์บนปกอัลบั้ม รวมถึงหลักฐานใหม่ของอัลบั้มที่เพิ่งออกชุด Abbey Road โดยลาบัวร์ได้ตั้งข้อสังเกต โดยเขารู้สึกตกใจเมื่อเรื่องราวที่เขาเขียนได้ถูกหนังสือพิมพ์เอาไปเขียนทั่วสหรัฐอเมริกา[9] คลื่น WKNR ได้เติมไฟให้ข่าวลือโดยการทำรายการความยาว 2 ชั่วโมงเต็มในหัวข้อนี้ โดยออกอากาศวันที่ 19 ตุลาคม

ในเช้าวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1969 โรบี ยอนจ์ ดีเจสถานีวิทยุในนิวยอร์กคลื่น WABC ได้อภิปรายข่าวลือออกอากาศมากกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งประสบความสำเร็จในเวลาอันสั้น ในช่วงคืนนั้นคลื่นของสถานีได้ครอบคลุมคนฟังไป 38 รัฐ รวมถึงไปถึงประเทศอื่น[10] ต่อมาเจ้าหน้าที่สื่อของเดอะบีตเทิงส์ ได้ออกแถลงข่าวปฏิเสธเกี่ยวกับข่าวลือที่แพร่สะพัดในระดับนานาชาติและสื่อนานาชาติ

ร่องรอย

เรื่องทึกทักว่าจริงในการตายของแม็กคาร์ตนีย์ที่รายงานออกมาจากทั้งแฟนและเรื่องราว เช่นข้อความเมื่อฟังเพลงย้อนกลับหลัง หรือตีความสัญลักษณ์จากทั้งเนื้อเพลงและปกอัลบั้ม[11] อีกหนึ่งตัวอย่างที่ถูกอ้างถึงบ่อยคือข้อสังเกตของคำพูดจากเพื่อนร่วมวง อย่างจอห์น เลนนอน ในส่วนสุดท้ายของเพลง “Strawberry Fields Forever” ที่กล่าวว่า “I buried Paul” (ฉันได้ฝังศพพอล) ซึ่งต่อมาแม็กคาร์ตนีย์ได้อธิบายคำนี้ว่าคือ “น้ำซอสแครนเบอร์รี”[12] อีกหนึ่งการตีความเกี่ยวกับปกอัลบั้ม Abbey Road ที่แสดงถึงการเดินขบวนในงานศพ ฮาร์บิดจ์ได้อธิบายไว้ว่า “จอห์นแต่งตัวขาวบริสุทธิ์ หมายถึง พระหรือความเหนือมนุษย์ ริงโกแต่งตัวชุดดำเต็มชุด หมายถึง ผู้ไว้อาลัย จอร์จในชุดยีนส์เก่าและใส่เสื้อเชิร์ตหมายถึง สัปเหร่อ ส่วนพอลแต่งตัวชุดสูงล้าหลังเก่า ๆ กับเท้าเปล่า หมายถึง ศพ”

เรื่องราว

ร่อยรอยที่มีได้นำไปสู่เรื่องราว คือ 3 ปีก่อนหน้านี้ (วันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1966) แม็กคาร์นีย์ที่ทะเลาะในระหว่างการบันทึกเสียงกับเดอะบีตเทิลส์ แล่นรถออกไปด้วยความโกรธ เขาประสบอุบัติเหตุรถชนจนเสียชีวิต เพื่อขจัดปัญหา ทางวงได้แทนที่เขาด้วย วิลเลียม แคมป์เบล ผู้ชนะจากการประกวดคนหน้าเหมือนแม็กคาร์ตนีย์

ข้อโต้แย้ง

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1969 เจ้าหน้าที่สื่อของวงเดอะบีตเทิลส์ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือ “เป็นเรื่องไร้สาระเก่า ๆ” และกล่าวว่า “เรื่องราวนี้ได้แพร่สะพัดมานานราว 2 ปี เราได้รับจดหมายประเภทนี้จากทุกแหล่ง แต่พอลก็ยังอยู่กับเรา” จนข่าวลือก็ลดลงไปเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1969 เมื่อนิตยสารไลฟ์ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ล่าสุดของแม็กคาร์ตนีย์ โดยเขาพูดว่า

บางทีข่าวลืออาจเริ่มต้นเพราะว่า ผมไม่ค่อยออกสื่อในช่วงที่ผ่านมา ผมได้ออกสื่อมาพอแล้วตลอดชีวิตของผม ผมไม่ต้องการพูดอะไรในวันนี้ ผมมีความสุขที่อยู่กับครอบครัวของผมและผมจะทำงานอีกครั้ง ผมทำงานมาแล้ว 10 ปีแล้วและผมไม่เคยเลิกทำงาน ผมสามารถเลิกทำงานเมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ แต่ผมก็อยากจะให้ชื่อเสียงของผมน้อยลงกว่านี้

 

สิ่งที่ตามมา

ก่อนสิ้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1969 มีเพลงออกมา 2 เพลงที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้อง คือเพลง “The Ballad of Paul” ของมีสทรีทัวร์ และเพลง “So Long Paul” ของเวิร์บลีย์ ฟินสเตอร์ เขียนโดยโคเซ เฟลีซีอาโน

รายการโทรทัศน์ ที่มีพิธีกรคือทนายผู้มีชื่อเสียงชื่อ เอฟ. ลี ไบลีย์ ออกอากาศทาง WOR ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ได้พิจารณาตรวจสอบข่าวลือจากลาบัวร์และพยานคนอื่น แต่เขาก็ได้ให้ผู้ชมได้สรุปตัดสินเอาเอง โดยก่อนการบันทึก ลาบัวร์บอกไบลีย์ว่าบทความที่เขาเขียนนั้นเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นเรื่องขำขัน ไบลีย์ถอนหายใจและบอกว่า “เรามีเวลา 1 ชั่วโมง คุณต้องดำเนินไปพร้อมกับมัน”

แม็กคาร์ตนีย์ได้ออกผลงานที่เกี่ยวข้องกับข่าวลือนี้ โดยตั้งชื่ออัลบั้มในการแสดงสดปี ค.ศ. 1993 ที่ชื่อ Paul Is Live และปกอัลบั้มยังล้อเลียนปกอัลบั้ม Abbey Road

นอกจากนี้ยังมีพูดถึงในหนังสือหลายเล่ม ภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึงบทวิเคราะห์ต่าง ๆ ยังมีการอ้างถึงในวัฒนธรรมสมัยนิยม ตัวอย่างเช่นเรื่อง้อเลียนในหนังสือการ์ตูนแบทแมน ในปี ค.ศ. 1970 นำมาล้อเลียนในรายการโทรทัศน์เช่นใน The Simpsons (1990)

 

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7#cite_note-18

วันที่ : 09/09/56

 

50 ปี THE BEATLES

โดย นพ.กิตติภูมิ จุฑาสมิต แฟนพันธุ์แท้ The Beatles 2 สมัย

ชื่อบทความเดิม “50 ปี THE BEATLES : Nothing is Beatleproof”

“Nothing is Beatleproof” (ไม่มีอะไรต้านทานBeatlesได้) เป็นคำพูดของตัวการ์ตูน จอห์น เลนนอน ในอะนิเมชั่น Yellow Submarine ……. จอห์น เลนนอน กล่าวประโยคนี้ มิใช่ด้วยอาการลำพอง ลิงโลดใจ หรือ ปลาบปลื้ม …… หากเขาพูดประโยคนี้ด้วยอาการสงบ เรียบเรื่อย ประหนึ่งกำลังพูดถึงความจริงพื้นๆ เรียบง่ายอย่าง “พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก” – ง่ายๆเช่นนั้น

ความสำเร็จของThe Beatles ในฐานะของศิลปินดนตรี ในศตวรรษที่ 20 อยู่ในสถานะสูงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย มีเพียง Elvis Presleyคนเดียวกระมังที่น่าจะพอทัดเทียมกับ The Beatlesได้ – แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ในแง่ความนิยมของมหาชนเท่านั้น – ในสายตาของนักวิจารณ์ดนตรี…… The Beatles เหนือกว่า Elvis เสมอ

ไม่เพียงเฉพาะดนตรี ……. The Beatles ยังสร้างและแสดง ในภาพยนตร์คลาสสิก 1 เรื่อง (A Hard Day’s Night) อะนิเมชั่นคลาสสิก1เรื่อง(Yellow Submarine) …. ร่วมในการถ่ายทอดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทั่วโลกครั้งแรก พร้อมกับประกาศยุคสมัยแห่งความรักและสันติภาพ ผ่านบทเพลง All You Need Is Love ร่วมกับศิลปินมากมาย…… ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE จากพระหัตถ์ขององค์ราชินีอังกฤษ และ หนึ่งในBeatles(จอห์น เลนนอน) ก็อาจหาญส่งคืนเพื่อประท้วงการมีส่วนร่วมในสงครามของอังกฤษ (ในขณะที่Beatlesอีกหนึ่งคน….ก้าวหน้าต่อไปจนได้รับสมัญนาม Sir – พอล แม็คคาร์ตนีย์) โลกตะวันตกหันมาสนใจดนตรีและศาสนาตะวันออก ผ่านดนตรีของThe Beatles (เริ่มจากเสียงซีตาร์ในเพลง Norwegian Wood …. และตามมาอีกหลายเพลง)……………… หนึ่งใน The Beatles (จอร์จ แฮริสัน) เป็นผู้ริเริ่มการจัดคอนเสิร์ตรวมศิลปิน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ – Concert For Bangladesh…………… และ สำหรับมือกลอง ริงโก สตารร์ แม้จะเข้าสู่วัยเจ็ดสิบกว่าๆ ก็ยังคงหวดกลองตระเวนออกคอนเสิร์ตร่วมกับศิลปินรุ่นลายคราม ในนาม Ringo & His All-Starr Band…. สร้างความสนุกสนานให้แฟนๆจนทุกวันนี้…… และ แน่นอน ไฮไลต์ของโอลิมปิกปีนี้ – ลอนดอนเกมส์….จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พอล แม็คคาร์ตนีย์ อดีตBeatles ผู้ยิ่งใหญ่

วงดนตรีอันดับ 1 ตลอดกาล The Beatles

วงดนตรีอันดับ 1 ตลอดกาล The Beatles

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้The Beatles ประสบความสำเร็จสูงสุดขนาดนี้? (คำถามนี้ถูกถามมาตั้งแต่ ค.ศ. 1964 , แม้แต่พวกเขาเองก็ตอบไม่ได้ …. ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยตอบติดตลกว่า “ไม่รู้เหมือนกัน….แต่ถ้าหากเรารู้ละก็ เราจะหาเด็กหนุ่มมาปั้นเป็นวงดนตรี แล้วเราเป็นผู้จัดการวงดีกว่า” (คำตอบอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมชอบมากก็คือ “เราจ้างสื่อมวลชนให้คอยเชียร์เราครับ”)

The Beatles เป็นวงดนตรีที่มีฝีมือดีที่สุดในยุคนั้นหรือ? คำตอบคือ “ไม่” และ “ไม่”อย่างแน่นอน ในยุค60มีวงดนตรีที่มีฝีมือดีกว่าBeatles มากมาย อาทิ เช่น The Who , The Rolling Stones , Pink Floyd , The Doors ,Yardbirds , Cream และ The Jimi Hendrix Experience

ปก Abbey Road ถูกนำมาขยายผลทาง Pop Culture อย่างกว้างขวาง

ปก Abbey Road ถูกนำมาขยายผลทาง Pop Culture อย่างกว้างขวาง

 

ถ้าคุณสังเกตดีๆ คุณจะพบว่า เพลงฮิต ติดอันดับ1 ของพวกเขา ส่วนใหญ่ ไม่มีช่วงโซโล่กีตาร์อย่างวงร็อคอื่นๆ….. และทำให้ ผมนึกถึงคำสรรเสริญที่นักกีตาร์ด้วยกันชมเชยจอร์จ แฮริสันว่า “จอร์จ แฮริสัน ไม่ได้เล่นกีตาร์ …. แต่ เขาเล่น ดนตรี” ……… ในขณะที่วงดนตรีส่วนมาก สมาชิกจะช่วงชิงความโดดเด่นกัน แต่The Beatles กลับคำนึงถึงดนตรี , บทเพลง และ ความกลมกลืนสอดประสานมากกว่า

 

สำหรับวงการดนตรี The Beatles ได้เปลี่ยนแปลง โลกคนตรีมากมาย ดังนี้

1. ก่อนหน้า The Beatles ศิลปินมีหน้าที่เพียงเล่นดนตรี หรือ บางทีเพียงแค่ร้อง (ให้นักดนตรีรับจ้างเล่นแทน) หน้าที่ในการแต่งเพลงเป็นของนักแต่งเพลงมืออาชีพ …….. แต่ The Beatlesสร้างค่านิยมใหม่ให้วงการดนตรี นั่นคือ ต้องแต่งเพลงเอง ร้องเอง บรรเลงเอง….. จึงจะนับว่าเป็นศิลปินจริง

2. ก่อนหน้า The Beatles สิ่งที่คาดหวังได้จากศิลปิน คือ ศิลปะ ….. แต่ The Beatles ทำให้ศิลปินแสดงบทบาทในฐานะปัญญาชนของสังคม ที่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็น ทางการเมือง , เศรษฐกิจ ,สังคม,ศาสนา ฯลฯ หรืออะไรก็ได้

3. ก่อนหน้า The Beatles รายได้ส่วนใหญ่ของศิลปินมาจากการแสดงสด หลังการมาถึงของ The Beatles รายได้ส่วนใหญ่ของศิลปินมาจากการขายแผ่นเสียง

4. ก่อน The Beatles ดนตรีPopเป็นเพียงพาณิชยศิลป์ ที่ผ่านมาและผ่านไป อย่างรวดเร็ว …. The Beatlesทำให้ดนตรีPop เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอย่างลึกซึ้ง ต้องตีความ และ ต้องค้นหาความหมาย

5. นักดนตรีเดิมเป็นเพียง Trend – Setter……. หลัง The Beatles , นักดนตรีสามารถเป็น Social Leader

ในวาระ 50 ปีของ The Beatles ยังมีแง่มุมต่างๆของThe Beatlesให้ศึกษาอีกมาก…………… ซึ่งเราคงต้องศึกษากันต่อไป…..

 

ที่มา : http://www.siamintelligence.com/50-the-beatles-nothing-is-beatleproof/

วันที่ : 09/09/56

เดอะบีเทิลส์

Posted Image
The Beatles เป็นวงป๊อปและร็อคจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ประกอบไปด้วยจอห์น เลนนอน (rhythm guitar, vocals) พอล แม็คคาร์ทนีย์ (bass guitar, vocals), จอร์จ แฮร์ริสัน (lead guitar, vocals) ริงโก้ สตาร์ Ringo Starr (drums, vocals) สมาชิกก่อนหน้านี้มีพีท เบสเป็นมือกลองและมีสจ๊วต ซัตคลิฟเป็นมือเบสของวง

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเติบโตมากับยุคของร็อคแอนด์โรลและสกิฟเฟิล แต่พวกเขาก็พยายามทำดนตรีที่แตกต่างออกไปจากนั้น และด้วยการแต่งตัวและบุคลิกภาพของพวกเขา ทำให้อิทธิพลของThe Beatles แผ่ขยายในด้านสังคมและวัฒนธรรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นผู้นำเทรนด์ของวัยรุ่นช่วงยุค60ไปโดยปริยาย

เป็นที่น่าเสียดายที่วงดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลกต้องกลายเป็นเพียงตำนานให้ผู้คนทั่วโลกจดจำ เพราะพวกเขาตัดสินใจยุติตำนานสี่เต่าทองด้วยช่วงอายุวงเพียง10ปีเท่านั้น

Posted Image

The Beatles เป็นวงที่ประสบความสำเร็จอย่างมากไม่ว่าจะเป็นยอดขายแผ่นเสียงที่มีถึง1พันล้านแผ่นทั่วโลกหรือแม้กระทั่งชื่อวงที่เป็นที่รู้จักของผู้คนทุกยุคทุกสมัย ในสหราชอาณาจักร พวกเขาปล่อยซิงเกิ้ลออกมามากกว่า40ซิงเกิ้ล สตูดิโออัลบั้ม และEPที่ล้วนแล้วแต่ขึ้นอันดับหนึ่งในUK Chart ความสำเร็จนี้ไม่หยุดเพียงแค่ในสหราชอาณาจักร EMI ต้นสังกัดของพวกเขากล่าวว่าในปี1985 พวกเขาทำยอดขายได้มากกว่าพันล้านแผ่นทั่วโลก นอกจากนั้นพวกเขายังทำเงินในสหรัฐอเมริกาได้มากกว่าวงสัญชาติอังกฤษอื่นๆอีกด้วย

ในปี2004 นิตยสารโรลลิ่งสโตนทำการจัดอันดับ100ศิลปินยอดเยี่ยมตลอดกาล โดยThe Beatles นั้นติดอันดับที่หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ต่อมานิตยสารดังกล่าวได้ยกย่องพวกเขาว่าเป็นผู้ที่ริเริ่มสร้างดนตรีแนวใหม่ ซึ่งทำให้โลกได้เห็นนิยามของยุค60อย่างชัดเจน นอกจากนี้อิทธิพลของวัฒนธรรมเพลงป๊อปของพวกเขายังคงยืนยาวจนถึงทุกวันนี้ ล่าสุดในปี2008 The Beatles ก็ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในการจัดอันดับ100ศิลปินที่มียอดขายดีเพื่อฉลองครบ50ปีของนิตยสารเล่มดังกล่าว

ผลงาน

ในยุคต้นของพวกเขา มีเพลงดังอย่าง She Loves You, Twist And Shout, I Want To Hold Your Hand, Please Please Me ในยุคที่ 2 ในชุด Help, Rubber Soul หรือ Revolver และผลงานอยู่ในช่วงพีคสุดอย่าง Sgt.Pepper Lonely Heart Club Band, Magical Mystery Tour และ White Album ก่อนที่จะจบลงด้วย 2 อัลบั้มสุดท้ายอย่าง Let It Be และ Abbey Road
บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายหรือสารเคมีที่ทำให้ผลงานอันยอดเยี่ยมที่กล่าวมานี้สมบูรณ์แบบเป็นอมตะ ต้องยกให้กับโปรดิวเซอร์ของวงอย่าง จอร์จ มาร์ตินผู้ที่อยู่เคียงข้างเหล่าสี่เต่าทอง ตั้งแต่เริ่มเรียนรู้วิธีการเขียนเพลงและการทำงานให้ห้องบันทึกเสียงจนสมาชิกในวงกลายเป็นนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกันหมด

Credit : Wikipedia

วันที่ : 09/09/56

เดอะ บีทเทิลส์ แถลงข่าววงแตกอย่างเป็นทางการ

10 เมษายน พ.ศ. 2513  : เดอะ บีทเทิลส์ แถลงข่าววงแตกอย่างเป็นทางการ

10 เมษายน พ.ศ. 2513 พอล แม็คคาร์ทนีย์ (Paul McCartney) ออกแถลงข่าวว่า เดอะ บีทเทิลส์วงแตก อย่างเป็นทางการ เดอะ บีทเทิลส์ (The Beatles) เริ่มโด่งดังไปทั่วโลกในยุคต้นคริสตศตวรรษ 60 จากนั้นดนตรีของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปตามอิทธิพลของเสรีภาพในยุค บุปผาชน ช่วงหลังพวกเขาก็เริ่มทดลองแนวทางดนตรีใหม่ ๆ ซึ่งปรากฏในผลงานชุด Sgt Pepper’s Lonely Hearts Club Band เมื่อปี 2510 จากนั้นเดอะ บีทเทิลส์ก็เริ่มเข้าสู่ยุคเสื่อมเมื่อ สมาชิกในวงเริ่มมีความขัดแย้งกันโดยเฉพาะเลนนอนกับแม็คคาร์ทนีย์ กระทั่งวงแตกในที่สุด จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์แม็คคาร์ทนีย์ก็เปิดตัวอัลบัมเดี่ยวชุดแรกชื่อว่าMcCartney ถือเป็นการสิ้นสุดของวงดนตรีป๊อปจากอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีดี จาก http://guru.sanook.com/เดอะ_บีทเทิลส์_แถลงข่าววงแตกอย่างเป็นทางการ/

วันที่24/06/56